Friday, July 24, 2009

หมิ่นสถาบัน ป.อาญา มาตรา 112

หลังจากที่มีการแก้ไข ป.อาญา ให้หญิงข่มขืนชายได้ นอกจากจะทำให้หญิงที่ถูกข่มขืนกระทำชำเราถูกชายฟ้องเป็นจำเลยได้แล้ว ยังจะทำให้หญิงทั่วไปเสี่ยงที่จะถูกข่มขืนกระทำชำเรามากขึ้น เพราะตามกฎหมายนี้หากชายสามีข่มขืนกระทำชำเราภริยาก็จะต้องติดคุก ชายสามีจึงอาจคิดไปได้ว่า
ไหน ๆ ก็จะต้องติดคุกทั้งที ก็ขอข่มขืนหญิงที่มิใช่ภริยาน่าจะดีกว่า
นอกจากนี้ ก็อาจจะทำให้สามีนิยมมีภริยาอายุต่ำกว่า 15 ปี เพราะเป็นภริยาที่สามีข่มขืนกระทำชำเราได้โดยไม่ผิดกฎหมายที่แก้ไขใหม่นี้
การแก้ไขกฎหมายข่มขืนกระทำชำเราจึงแสดงให้เห็นถึงสติปัญญาของประธานและกรรมาธิการร่าง ตลอดจนสมาชิกสภานิติบัญญัติแต่งตั้งที่มาประชุมกันไม่ค่อยครบ แต่รับเงินเดือนๆ ละแสนครบ
ขออย่าให้ประเทศไทยมีปรากฏการณ์เช่นนั้นอีกเลย เพื่อพิสูจน์ว่านักกฎหมายไทย นอกจากคนกลุ่มนี้ ยังมีสติปัญญาและสัมปะชัญญะครบถ้วน

ขณะนี้มีการพูดถึงการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญากันในหลายกลุ่ม หลากความเห็น ก็ต้องดูก่อนว่า มาตราดังกล่าวบัญญัติไว้อย่างไร
“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”
มาตรานี้รับรองบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้
กฎหมายมาตรานี้เคยมีการเพิ่มโทษจำคุกมาแล้ว 1 ครั้ง ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน พ.ศ. 2519 และได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายที่รัฐบาลหรือใครก็ตามที่ “นาย” ไม่ชอบ เช่น กรณี คุณหญิงกัลยา กับสติ๊กเกอร์คลองเตย อดีตอธิบดีกรมตำรวจที่แปลบทความต่างประเทศที่มีข้อความหมิ่นสถาบัน กลายเป็นผู้กระทำการหมิ่นเสียเอง
เพื่อสังเวย “นาย” ที่อยากจะดันให้ย้ายออกไป
ที่จริงแล้วการกระทำความผิดตามมาตรานี้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน ผู้เสียหายจึงมิใช่บุคคลหรือผู้ใดผู้หนึ่ง หากเป็นการกระทำต่อสถาบันประมุขของชาติโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย หรือประเทศอื่นใดในโลกก็มีกฎหมายไว้คุ้มครองสถาบันประมุขของตนกันทั้งนั้น แต่มีคนพยายามจะทำให้เห็นเป็นอย่างอื่น
จึงเห็นได้ว่ามาตรานี้เป็นเรื่องของชาติ ของส่วนรวม ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของใคร มีแต่คนชั่ว ๆ บางคนนำไปใช้แกล้งกล่าวหา ฟ้องร้อง กลั่นแกล้งกันอย่างผิด ๆ
เมื่อเป็นดังนี้
1. ใครเสนอให้ยกเลิกมาตรา 112 เท่ากับประสงค์จะล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ของไทย และนับถือประมุขหรือผู้แทนของรัฐบาลต่างประเทศยิ่งกว่าของไทย เข้าข่ายเป็น “กบฏ” ภายในราชอาณาจักร
2. ใครเสนอให้เพิ่มโทษให้หนักขึ้นแสดงว่าประสงค์จะใช้มาตรานี้ทำลายล้างกลั่นแกล้งศัตรูทางการเมือง หรือทางส่วนตัวให้หนักหนาขึ้นกว่าเดิม
นอกจากมาตรา 112 แล้วกฎหมายของเราก็ยังให้ความคุ้มครองไปถึงสถาบันประมุขของต่างประเทศด้วย ยังมีมาตรา 133 อีกที่บัญญัติว่า
“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ราชาธิบดี ราชินี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่..........”
รวมทั้งมาตรา 134 ที่ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายผู้แทนรัฐต่างประเทศ......ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึง 5 ปี หรือปรับ............”
ดังนี้ ถ้าจะกลั่นแกล้งกันทางการเมืองไม่ต้องใช้ 112 ก็ได้
ใช้ 133 กับ 134 แทนก็แล้วกัน
เอาเข้าไปสิ ด่าเข้าไปเลย
ถ้าไม่มีเจตนาแอบแฝงอย่างอี่น

ประเทศอังกฤษเองก็มีกฎหมายอย่างเรา น่าจะให้เขาดำเนินคดีกับอาจารย์ใจ ที่อังกฤษได้
แต่หากเขาไม่มีกฎหมายเช่นนี้
เราก็สมควรยกเลิกมาตรา 133 และ 134 ของเราที่คุ้มครองประมุขของเขาเสียด้วย
จะได้ให้อาจารย์ “ใจ”
กล่าวหาว่าร้ายประมุขของประเทศอังกฤษเสียให้สม”ใจ”ปรารถนา
แต่แกคงไม่ทำเพราะประเทศอังกฤษเป็นแผ่นดินเกิดของแก
ไม่ใช่แผ่นดินไทย !!!


@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

พระราชอำนาจ

พอได้กล่าวถึงมาตรา 112 แล้วผมก็อดนึกถึงเรื่องเล่าที่น่านำมาคิดไม่ได้
คำว่า “โองการ” หมายถึงคำศักดิ์สิทธ์ “พระบรมราชโองการ” คือคำศักดิ์สิทธิ์ หรือคำสั่ง(อันสูงสุด)ของพระเจ้าแผ่นดิน
คำว่า “ผู้สนองพระบรมราชโองการ” คือเมื่อมีพระบรมราชโองการหรือคำสั่งแล้ว ก็ต้องมีผู้รับไปปฏิบัติ และรับผิดชอบแทน หากไม่มีผู้สนองพระบรมราชโองการก็แสดงว่า คำสั่งของพระเจ้าแผ่นดินไม่มีใครรับเอาไปทำ และไม่มีผู้รับผิดชอบ !!!
เรื่องที่ผมได้รับฟังมานี้ ยังไม่มีความแน่ชัดว่า มี ได้มี หรือจะมี การปฏิบัติอย่างไร กับพระบรมราชโองการที่ไม่มีผู้สนองเหตุ หลายกรณีก็เป็นเพราะมีการ “เปลี่ยนรัฐบาล” หรือ “ปฏิวัติรัฐประหาร” หรือรัฐบาลลาออก หรือมีเหตุให้ต้องออกอย่างกระทันหัน
ข้อเท็จจริงมาถึงผมเพียงครึ่งทาง ว่า กรณีมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งสำคัญ แล้วเกิดเปลี่ยนแปลงฝ่ายบริหาร ผู้บริหารชุดใหม่จึงไม่ “สนองพระบรมราชโองการ” ที่ทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯแล้ว กลับเสนอให้ลงพระปรมาภิไธยใหม่เป็นอย่างอื่น เท่ากับพระเจ้าแผ่นดินสั่งแล้วฝ่ายบริหารไม่รับไปทำ ใช่หรือไม่ ?
การมีพระบรมราชโองการเป็น routine ของการบริหารหรือ
การสนองพระบรมราชโองการนั้นเป็น routine กันแน่ ?

ผมจะไม่สะดุดใจเลยหากจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้รอบคอบก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธย หรือหากฝ่ายบริหารชุดใหม่จะได้สนองพระบรมราชโองการสัก 1 วัน แล้วเสนอให้โปรดเกล้าฯ เพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขใหม่
ที่ผมสะดุดใจก็คือ
หากว่าโดยโบราณราชประเพณีแล้ว มีคำพังเพยว่า
“พระมหากษัตริย์ ตรัสแล้วไม่คืนคำ”
นี่ถึงขนาดลงพระปรมาภิไธยแล้ว จะว่าไง ?

ใครเป็นผู้รับผิดชอบในการสั่นคลอนการถือโบราณราชประเพณี นี้ ?
หากจะว่าโดยหลักกฎหมายแล้ว ผมเคยเห็นแต่ว่า พระมหากษัตริย์ ทรงพระราชอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน พระองค์ท่านทรงมีพระราชอำนาจ ในการยับยั้งกฎหมาย หรือการกระทำของฝ่ายบริหารได้โดยไม่ทรงโปรดเกล้าฯ ลงมา แต่ ............
ไม่เคยเห็นหลักอะไรที่ไหนให้อำนาจใครยับยั้งพระบรมราชโองการได้
เว้นแต่เรื่องที่ทรงเรียกพระแสงดาบขณะทรงพระพิโรธ
ไม่ให้สนอง ต้องยืนยันถึง ๓ ครั้งก่อน
ผมว่าผู้ที่ไม่สนองพระบรมราชโองการ
จะมีอะไรเกี่ยวข้องกับการกระทำตามมาตรา 112 ข้างต้นหรือเปล่า !!!
ผมเชื่อว่าไม่มีหรอก เพราะท่านเหล่านั้นรู้ดีทุกอย่าง
รู้แม้กระทั่งว่า รูปหล่อสำริดขององค์พระสยามเทวาธิราชนั้นศักดิ์สิทธิ์ขนาดไหน ?
แต่สิ่งที่ท่านเหล่านั้นไม่รู้หรือลืมดูไปก็คือ ...
พระสยามเทวาธิราชพระองค์จริงประทับให้เราเห็นไม่เว้นวัน !!!


*********************
จากวารสารกฎหมายใหม่ ฉบับที่ 105 มีนาคม 2552

No comments: